วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2561

เที่ยวโฮมสเตย์บ้านไทยลื้อ ศรีดอนชัย เชียงราย


 เที่ยวโฮมสเตย์บ้านไทลื้อศรีดอนชัย อ.เชียงของ จ.เชียงราย

ชาวไทยลื้อในประเทศไทยมีอยู่หลายจังหวัด กระจายอยู่ในหลายอำเภอ โลกเปลี่ยนไปวัฒนธรรมของชาวไทลื้อนับวันจะหายไป ผมจึงพยายามหาหมู่บ้านไทลื้อแท้ๆ ที่ผมคิดว่ารักษาวัฒนธรรมไว้ได้มากที่สุด เป็นวิถีธรรมชาติของเขาในแต่ละวัน ที่ไม่มีสิ่งปลอมแปลงที่ทำเพื่อให้นักท่องเที่ยวชม แล้วผมก็ไปพบกับหมู่บ้านไทลื้อในฝันของผม คือหมูบ้านไทลื้อบ้านศรีดอนชัย อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงรายครับ

ก่อนหน้านี้ผมเดินทางไปบ้านฮวกก็ไปเจอหมู่ชาวไทยลื้อที่นั่นแต่พอเห็นบ้านเรือนส่วนใหญ่ก็เปลี่ยนไปหมดแล้ว เป็นบ้านครึ่งปูนดูแล้วไม่ค่อยจะโบราณ ผมจึงยังไม่พักบ้านไทลื้อตอนนั้น แต่บ้านไทลื้อศรีดอนชัยที่ผมแนะนำวันนี้ เขายังคงรักษาวิถีชีวิตของไทลื้อไว้ได้มาก หลายๆอย่างยังคงมีความเป็นไทลื้ออยู่อย่างสมบูรณ์ ผมจึงเลือกที่จะมาพัก มาใช้ชีวิต มากินมานอนที่หมู่บ้านนี้ ก่อนอื่นเรามารู้ถึงความเป็นมาของหมู่บ้านนี้กันก่อนครับ




ไทยลื้อบ้านศรีดอนชัย "บ้านศรีดอนชัย" เดิมตั้งอยู่ที่เมืองอูเหนือแคว้นสิบสองปันนามณฑลยูนนานประเทศจีนตอนใต้ ต่อมาการทำมาหากินขัดสนและถูกจีนรุกราน ในปี พ.ศ. 2428 ชาวไทลื้อที่นั่นจำนวน 994 คน โดยการนำของ พญาแก้ว จึงได้อพยพมาที่ดอยหลักคำเขตแดนจีนติดต่อกับประเทศลาว และอยู่ที่นี่ 1 ปี ต่อมาในปี พ.ศ. 2429 ได้อพยพข้ามแม่น้ำโขงมาอยู่ที่ริมแม่น้ำโขงระหว่างน้ำคุก(ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ) ต่อมาได้ย้ายมาอยู่ที่ ต.สถาน

หลังจากนั้นชาวไทยลื้อได้แบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกตั้งบ้านเรือนที่ บ้านห้วยเม็ง ตำบลเวียง อ.เชียงของ  กลุ่มที่สองย้ายไปลาว ส่วนกลุ่มที่สามย้ายไปอยู่ที่ อ.เวียงแก่น และที่เวียงแก่นนี่เองครับ ที่ย้ายครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2496 มาอยู่ที่ตำบลศรีดอนชัยปัจจุบัน รูปที่ท่านเห็นคือรูปของพี่สะใภ้พี่เกษม ซึ่งเป็นชาวไทยลื้อ และเป็นลูกกำนันด้วย ได้ถ่ายไว้ก่อนขี่เกวียนย้ายมาที่บ้านศรีดอนชัยแห่งนี้



เรามาค่อยๆรู้จักวัฒนธรรมของไทลื้อกัน เริ่มต้นด้วยข้อมูลที่คุณต้องตะลึงเพราะว่าเกือบทั้งตำบลนามสกุลเดียวกันหมดคือนามสกุล "วงค์ชัย" (วงศ์ชัย) แล้วคนที่หมู่บ้านี้ไม่ใช่น้อยๆนะครับมีกันนับพันๆคน โอ่วเป็นไปได้อย่างไรกันนี่???? เป็นไปได้ครับและเป็นไปแล้วด้วย เพราะว่าวัฒนธรรมของชาวไทยลื้อในโบราณนั้น จะไม่แต่งงานกับคนอื่นที่ไม่ใช่คนลื้อ ผมเองก็สงสัยว่าทำไมล่ะ เรื่องนี้ผมจึงถามพี่เกษม เจ้าของโฮมสเตย์แกจึงเล่าให้ฟังว่า "คนไทยลื้อเขาไม่ต้องการให้คนพื้นเมืองหรือชาวลื้อเรียกว่ากะหล่ำมาหลอกลวงจึงไม่ยกลูกสาวให้ง่ายๆ อีกทั้งต้องการให้ลูกหลานเป็นลื้อแท้ๆต่อไป" ส่วนไทลื้อปัจจุบันนั้น ลูกหลานไปเรียนที่โรงเรียน รู้จักพื่อนต่างชนชาติ แต่งงานกับคนอื่นๆที่ไม่ใช่ไทลื้อได้แล้ว ไม่มีใครห้ามอีกต่อไป

แม่เฒ่าไทลื้อไม่เคยตัดผมตั้งแต่เกิด

บ้านชาวไทยลื้อ

เรื่องอาชีพของคนไทลื้อเป็นอาชีพเกษตรกรรม ทำนา ทำสวน คนไทลื้อเป็นคนที่ขยันมาก พวกเขาจะตื่นแต่เช้าออกไปทำนาตั้งแต่ตีสี่ แปดโมงเช้าพักทานข้าวที่ลูกหรือเมียทำอาหารเช้าห่อไปให้ในนา ส่วนตอนเย็นก็เลิกสองทุ่ม โหวช่างขยันจริงๆ ชาวไทยลื้อนอกจากขยันแล้วยังกินอาหารง่ายๆ พวกที่อยู่ในท้องไร่ท้องนา เช่นลูกอ๊อดเขียด ลูกแมงปอ ซึ่งผมโชคดีมากๆ ที่การไปเที่ยวของผมครั้งนี้ได้มีโอกาสไปกินด้วย ดูคลิปและรูปที่ผมถ่ายมาได้เลยครับ ส่วนเรื่องการทำเดี๋ยวผมเล่าให้ฟังนะครับ มารู้เรื่องไทลื้อกันก่อน

ชาวไทลื้อมีสีประจำชนชาติคือสีดำ ชาวไทยลื้อแต่งกายด้วยผ้าดำ โพกหัวด้วยผ้าขาวสวยงาม นอกจากผ้าดำแล้วมุ้งก็ยังดำ เรื่องมุ้งดำนี้ผมต้องอธิบายเพิ่มจากคำบอกของพี่เกษมนะครับ ว่าอาจเป็นเพราะชาวไทลื้อเนี่ยเขานอนรวมกันหมด แต่งงานก็ไปอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ บ้านก็ไม่มีห้อง ดังนั้นการมีมุ้งดำก็ทำให้กิจกรรมตอนกลางคืนสะดวกขึ้น ผมเองไปพักที่บ้านไทลื้อแท้ๆ ซึ่งบ้านนี้พี่เกษมเขาออกแบบสร้างใหม่ มีห้องหนึ่งเป็นห้องแสดงของไทลื้อ ทั้งที่นอน หมอนมุ้ง อีกห้องหนึ่งเป็นที่นอนสมัยใหม่ ใครจะเลือกพักห้องไหนก็ได้ตามใจชอบ ผมเองตอนแรกจะพักห้องโบราณไปนอนเล่นกลิ้งไปมาเรียบร้อย แต่พอจะนอนจริงๆ เปลี่ยนใจมาพักห้องธรรมดา

เดินทางตามหาไทลื้อ

เดินทางตามหาไทลื้อ

ไทลื้อยังมีสิ่งสุดยอดที่เรารู้กันถึงทุกวันนี้คือผ้าทอลายน้ำไหล ซึ่งเป็นลายโบราณ การทอผ้าของชาวไทลือนั้นมีเทคนิคพิเศษใช่ว่าเพียงแต่ลายผ้า ยังรวมถึงการย้อม การทอ หารเก็บรักษา ทำให้ผ้าทอไทลื้อเก็บและคงความสวยงามอยู่ได้นับร้อยปีครับ

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทลื้อที่ผมยกขึ้นมาเล่า ของดียังรอให้เพื่อนไปพักและพูดคุยกับพี่น้องไทลื้อเองจะได้ประสบการณ์ที่ประทับใจอย่างแน่นอน ในการเที่ยวบ้านโฮมสเตย์ของไทลื้อ ผมได้มีโอกาสเข้าครัวไปทำอาหารบ้านไทยลื้อด้วย ผมชอบมากกับรายการอาหารโบราณซึ่งหากินได้ยาก

ปลาล้าแห้งไทล้อทำกัทุกบ้าน

ลูกแมงปอเจียวไข่

อย่างแรกคือ "ไข่เจียวลูกแมงปอ" เมนูนี้ไม่ยากแค่เจียวไข่ให้เข้ากัน ใส่เกลือนิดหน่อย ใส่ลูกแมงปอที่ช้อนมาจากนาลงไปว่ายน้ำเล่นสักพัก หลังจากนั้นก็ตั้งกระทะใส่น้ำมันให้ร้อน เทไข่ที่เตรียมไว้กับลูกแมงปอลงไป ให้สุกหอมเหลืองได้ที่ด้านหนึ่งแล้วกลับครั้งนึง แค่นี้ก็ได้ไข่เจียวลูกแมงปออร่อยๆแล้ว

จานต่อไปคือ "ลูกอ๊อดเขียดคั่วไทลือโบราณ" จานนี้ก็ไม่ยาก ตำพริก กระเทียม หอม เกลือ ให้เข้ากัน นำไปคั่วให้หอมใส่ลูกอ๊อดลงไปคั่วแห้งๆให้สุก และใส่มะนาวบีบลงไปเยอะๆหน่อย ให้รสออกเปรี้ยว เค็ม อร่อยมากครับจานนี้

ป้าไทลื้อที่คุณเห็นรูปด้านบน

ลูกอ๊อดคั่ว

สำหรับอาหารไทลื้อแท้ๆอีกอย่างที่ผมชอบคือ "จอผักกาด" จานนี้เป็นจานด่วนที่ชาวไทลื้อชอบกันสุดๆไปเลย เพราะหอม อร่อย ทำงาน ก็เพียงเอายอดผักกาด ใส่ขิง เกลือ ไปต้มสุกก็กินได้เลย ง่ายสุดๆไปเลย อร่อยมีประโยชน์ด้วย

ค่ำคืนนี้ผมนั่งกินข้าวกับพี่น้องไทลื้อ พูดคุยกันอย่างสนุก และก็ยังคุยภาษาลื้อด้วย ภาษาลื้อคล้ายภาษาไทยครับ เราคุยกับเขารู้เรื่องสบายๆ หลังจากกินอิ่มแล้วก็ไปพักที่บ้านโฮมสเตย์ไทยลื้อ เนื่องจากผมไปเที่ยวคนเดียว แถมตอนเย็นผมยังไปดูสุสานของชาวไทยลื้อด้วย ทำให้วันนี้ช่างหลับตาลงได้ยากจริงๆ แต่ผมก็สวดมนต์ไหว้พระในที่สุดก็หลับสบายถึงเช้า พูดง่ายๆก็คือกลัวผีนั่นเอง :)

อาหารไทลื้อ

สำรับอาหารไทลื้อ

ขอบคุณพี่น้องไทยลื้อ ที่ทำอาหารไทลื้ออร่อยๆให้ผมกิน ขอบคุณพี่เกษม ผมเที่ยวบ้านไทลื้อรู้สึกชอบมากโดยเฉพาะเรื่องอาหาร ผมเองจากนี้จะไปพักบ้านอาข่าต่อที่ห้วยขี้เหล็ก ติดตามผมต่อไปนะครับ ส่วนใครจะไปเที่ยวบ้านไทลื้อศรีดอนชัย ติดต่อพี่เกษมได้ตามที่อยู่ด้านล่างนี้เลยครับ ... Mr.Hotsia เมษายน 2553 

พี่เกษม 

081-3669447, 086-1158551, 0817654520

118/4 หมู่ 14 บ้านศรีมงคล 
ต.ศรีดอนชัย อ.เชียงของ จ.เชียงราย


ข้อมูลเพิ่มเติมไทลื้อจาก WIKI

ไทลื้อ หรือ ไตลื้อ เป็นชาวไทกลุ่มหนึ่ง มีถิ่นฐานเดิมอยู่ในแถบสิบสองปันนาของจีน มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นคือการใช้ภาษาไทลื้อ และยังมีวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์อื่นๆ เช่น การแต่งกาย ศิลปะและประเพณีต่างๆ

การอพยพ
เดิมชาวลื้อ หรือไทลื้อ มีถิ่นที่อยู่บริเวณ เมืองลื้อหลวง จีนเรียกว่า "ลือแจง" ต่อมาได้เคลื่อนย้ายลงมาอยู่บริเวณเมืองหนองแส หรือที่เรียกว่าคุนหมิงในปัจจุบัน แล้วย้ายลงมาสู่ลุ่มน้ำน้ำโขง สิบสองปันนาปัจจุบัน ประมาณศตวรษที่ 12 จึงเกิดมีวีรบุรุษชาวไทลื้อชื่อ เจ้าเจื๋องหาญ ได้รวบรวมหัวเมืองต่าง ๆ ในสิบสองปันนาปัจจุบันตั้งเป็นอาณาจักรแจ่ลื้อ (เซอลี่) โดยได้ตั้งศูนย์อำนาจการปกครองเอาไว้ที่หอคำเชียงรุ่ง นาน 790 ปี ต่อมาถึงสมัยเจ้าอิ่นเมือง ครองราชต่อมาในปี ค.ศ. 1579-1583 (พ.ศ. 2122-2126) ได้แบ่งเขตการปกครองเป็นสิบสองหัวเมือง แต่ละหัวเมืองให้มีที่ทำนา 1,000 หาบข้าว (เชื้อพันธุ์ข้าว) ต่อมาหนึ่งที่/หนึ่งหัวเมือง จึงเป็นที่มาจนถึงปัจจุบันเมืองสิบสองปันนาได้แบ่งเขตการปกครองเอาไว้ในอดีตดังนี้ (ที่มาของคำว่า สิบสองปันนา หรือ สิบสองเจ้าไต)
ชาวไทลื้ออาศัยอยู่สองฝั่งแม่น้ำโขง คือ ด้านตะวันออกและตะวันตกของแม่น้ำ มีเมืองต่างๆ ดังนี้ภาษาไทลื้อ ได้กล่าวไว้ว่า ห้าเมิงตะวันตก หกเมิงตะวันออก รวมเจียงฮุ่ง (เชียงรุ้ง) เป็น 12 ปันนา และทั้ง 12 ปันนานั้น ยังมีเมืองน้อยอีก 32 หัวเมือง เช่น

ผ้าลายน้ำไหล

ผ้าทอไทลื้อ

มีชาวไทลื้อ 5 หมู่บ้านเป็นชาวไทลื้อที่มาจากเมืองเชียงลาบ และเมืองยอง ประกอบด้วย บ้านลอมกลาง บ้านทุ่งฆ้อง บ้านเชียงยืน บ้านเสี้ยว บ้านหนองช้างแดง ,ต.จอมพระ เป็นชาวไทลื้อที่อพยพมาจากเมืองยองและเมืองยู้มีชาวไทลื้อ 5 หมู่บ้าน บ้านถ่อน และถ่อนสอง บ้านยู้ บ้านยู้เหนือ บ้านยู้ใต้
อำเภอปัว เป็นอำเภอที่มีชาวไทลื้ออยู่มากที่สุด ประกอบด้วย ต.ศิลาเพชรเป็นชาวไทลื้อที่อพยพมาจากเมืองยอง มี 7 หมู่บ้าน บ้านป่าตอง3หมู่บ้าน บ้านดอนไชย บ้านนาคำ บ้านดอนแก้ว ,ตำบลศิลาแลง เป็นชาวไทลื้อที่อพยพมาจากเมืองยอง บ้านเก็ด บ้านหัวน้ำ บ้านตีนตก เป็นต้น ต.วรนคร บ้านดอนแก้ว บ้านร้องแง บ้านมอน บ้านขอน บ้านป่าลานเป็นต้น ตำบลสถาน เป็นชาวไทลื้ออพยพมาจากเมืองเชียงลาบ มี 3 หมู่บ้าน นอกนั้นในยังมีอีกไม่ต่ำกว่า 20 หมู่บ้านในอำเภอปัวที่เป็นชาวไทลื้อ
อำเภอเชียงกลาง
อำเภอทุ่งช้าง บ้านงอบ บ้านปอน ห้วยโก๋น และส่วนที่อพยพเข้ามาใหม่ ซึ่งจะอยู่ปะปนกะชาวเมืองน่านแถบชายแดน (มีจำนวนมากที่สุด อพยพมาจาก แขวงไชยะบุรี และ สิบสองปันนา)

พะเยา : อำเภอเชียงม่วน อำเภอเชียงคำ (มีจำนวนมาก) อำเภอภูซาง
ลำปาง : อำเภอเมือง อำเภอแม่ทะ
ลำพูน : อำเภอเมือง อำเภอบ้านธิ
ส่วนในต่างประเทศนั้น มีการกระจายตัวกันเกือบทุกประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เช่นในรัฐฉาน ประเทศพม่า ประเทศลาว ประเทศเวียดนาม(เมืองแถน และ เมืองเดียนเบียนฟู ก็มีการบันทึกไว้ว่ามีชาวไทลื้อ อยู่ที่นั่นด้วย)

วัฒนธรรม
ชาวไทลื้อมีชีวิตที่คล้ายคลึงกับชาวไทยหรือชนเผ่าอื่นๆทางภูมิภาค คือมีการสร้างบ้านเรือนเป็นบ้านไม้ มีใต้ถุนสูง มีครัวไฟบนบ้าน ใต้ถุนเลี้ยงสัตว์ แต่ในปัจจุบันวิถีชีวิตได้เปลี่ยนไป การสร้างบ้านเรือนก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย บ้านที่ยังคงสภาพเป็นเรือนไม้แบบเดิมยังพอจะมีให้เห็นบ้างในบางชุมชน เช่น บ้านหย่วน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ชาวไทลื้อส่วนใหญ่เป็นพุทธศาสนิกชนที่เคร่งครัด นิยมสร้างวัดในชุมชนต่างๆ แทบทุกชุมชนของชาวไทลื้อ ทั้งยังตกแต่งด้วยศิลปะและสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์งดงาม มีการบูรณะ ซ่อมแซม ให้คงสภาพดีอยู่เสมอแม้ในปัจจุบัน

ศิลปะที่โดดเด่นของชาวไทลื้อได้แก่งานผ้าทอไทลื้อ นิยมใช้ผ้าฝ้าย ทอลวดลายที่เรียกว่า ลายน้ำไหล ปัจจุบันมีการฟื้นฟูและถ่ายทอดศิลปะการทอผ้าแบบไทลื้อในหลายชุมชนของภาคเหนือ

ผู้ชายไทลื้อส่วนใหญ่จะนิยมสวมเสื้อขาวแขนยาว สวมทับด้วยเสื้อกั๊กปักลวดลายด้วยเลื่อม สวมกางเกงม่อฮ่อมขายาวโพกหัวด้วยผ้าสีขาวหรือชมพู ส่วนหญิงไทลื้อนิยมสวมเสื้อปั๊ด (เป็นเสื้อที่ไม่มีกระดุมแต่จะสะพายเฉียงมาผูกไว้ที่เอวด้านข้าง) นุ่งซิ่นลื้อ สะพายกระเป๋าย่ามและนิยมโพกศีรษะด้วยผ้าขาวหรือชมพู
เรื่องของชาวไทลื้อ ซึ่งบรรพบุรุษได้อพยพมาจากเมืองยอง เมืองยู้ เมืองเชียงลาบ (เมืองทั้งหมดนี้อยู่ในรัฐฉาน ประเทศพม่า) และชาวไทยอง (คนเมือง คนที่มีถิ่นฐานดั่งเดิมอยู่ในเขตจังหวัดล้านนา) นั้น มีความเกี่ยวข้องกันมาก ดังนั้นจึงอาจจะไม่สามารถแบ่งแยกกันได้

สมเด็จพระเจ้าหอคำเชียงรุ่ง 1 (พญาเจื๋อง) เป็นปฐมกษัตริย์ของชาวไทลื้อ แห่งราชวงค์อาฬโวสวนตาล จนถึงสมเด็จพระเจ้าหอคำเชียงรุ่งที่ 41 เจ้าหม่อมคำลือ (ตาวซินซือ) ก่อสิ้นสุดลงเพราะรัฐบาลจีนได้ถอดท่านถอนท่านออกจากการเป็นเจ้าฯ ส่วนพระอนุชาได้ลี้ภัย มาอยู่ที่อำเภอแม่สาย หม่อมตาลคำ ได้ลี้ภัยมาอยู่กรุงเทพ

บ้านไทลื้อ

แม่น้ำอิงที่ศรีดอนชัย

พี่เกษมเจ้าของโฮมสเตย์

ป่าช้าไทลื้อ

สุสานไทลื้อ

พ่อใหญ่ผัดผู้นำการอพยพมาที่นี่

จอผัดกาด

ครัวไทลื้อ

ไข่เจียวลูกแมงปอ

ไข่ใจแมงปอ

ลูกอ๊อดคั่วอร่อยครับ

อาหารไทลื้อมื้อนี้ของผม



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ช่องยูทูปทั้งหมดของ Mr.Hotsia : mrhotsiaAEC เที่ยวสะใจ ครัวสะใจ ครัวลาวสะใจ